วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สายปั่นดันเขา กันระบบขับเคลื่อน 1x

มันคงจะไม่มีปัญหาเลย ถ้าค่ายยักษ์ใหญ่ 1 ใน 2 ค่ายของระบบขับเคลื่อนจักรยาน ไม่คิด และวางconcept ระบบขับเคลื่อน เป็นแบบ 1x หรือใช้จานหน้าใบเดียว แบบไม่มีข้อจำกัดของการออกแบบเฟรม ไม่ต้องใส่เชนไกด์ และ จากอุปกรณ์ที่น้อยกว่ามาก ทำให้น้ำหนักรวมจากการใช้ระบบ 1x หายไปเยอะเลย เยอะมากในระดับ 300-500 กรัมเลยทีเดียว

จากคราวที่แล้ว(นานมาก) เราได้ทดสอบ จานหน้าที่มีฟันแบบ narrow wide ไปแล้ว ที่มันออกแบบมาสำหรับการเกาะโซ่ ไม่ให้ตก สำหรับระบบ 1x หรือ จานหน้าใบเดียว
(ตามลิ้งไปทบทวนกันได้ จานหน้าnarrow wide)
จากการทดสอบ ยาว ๆ มีอาการโซ่ตกบ้าง นาน ๆ ที แต่ถ้าขี่เข้าแทรก ปั่น ดันเขา ดันเนิน ไม่เคยตก  มักจะตกตอนลงยาว ๆ แล้วเจออุปสรรค์ แบบติดต่อกันช่วงระยะเวลานึง โดยรวมถือว่า ผ่าน สำหรับขี่เล่น ออกทริป แต่สำหรับแข่งขัน อาจยังต้องพึง chain guide ซึ่งเด่วนี้ก็มีให้เลือก มากมายหลายแบบ แบบที่เหมาะกับชาวครอส และ เอนดูโร่ ก็น่าจะต้องเบา ๆ หน่อย

เชนไกด์ น้ำหนักเบา


แบบนี้เลย ไม่เกิน 50 กรัม รวม น๊อต มีทั้งแบบรัดกระโหลก ,iscg 03, iscg05 เลือกกันตามเฟรมที่ใช้อยู่ได้เลย

เรื่องจานหน้าไม่ขอพูดถึงแระ ปัญหาที่ผมเจอ จากคราวก่อน คือ ระบบ 1x9 ซึ่ง ใช้จานหน้า 32 ฟัน กับชุดเฟืองหลัง 9 speed แบบ 11-34 ซึ่ง เหลือพอ สำหรับแทรคทางราบ แต่เจอเนิน นิดหน่อย ก็ต้องลงเข็นกันแล้ว (สายอ่อนสุดๆ) เสียอรรถรสในการปั่นมาก จึงได้หาแนวทางปรับปรุงมาไว้เป็นข้อมูลกัน

สำหรับ 1x9
ปกติเฟืองมารตฐานส่วนใหญ่ที่ใช้กัน จะเป็น 11-34  (มี12-36 แต่ไม่ขอพูดถึงนะครับ)  กับ จานหน้าแบบ 3 ใบ แบบ 22-32-44   เมื่อเราเลือกใช้แบบ จานหน้าใบเดียว เราก็จำเป็นต้องเลือก จานหน้าที่เหมาะกับ แทรค ที่เราปั่นประจำ โดย ก่อนเปลี่ยน เราลองทดลองว่า ที่จานหน้า22 ฟัน กับแทรคแบบนี้ เรามักใช้ เฟืองหลังเท่าไหร่    เช่น
ถ้าเราใช้ 22/30 เป็นประจำ แทบไม่ได้ขึ้นใบหลังเป็น 34 เลย หรือนาน ๆ ขึ้นที  เราก็สามารถเอาอัตรทดไปเทียบเคียง กับ จานชุดใหม่ได้

(ก่อนอื่น ผมขอคำนวนอัตรทด โดยการให้ เฟืองตาม(หลัง) เป็นตัวตั้ง และ เฟืองนำ(จานหน้า) เป็นตัวหารนะครับ เพราะ เราจะเอามาใช้ประโยชน์ง่่ายกว่า  )

จากกรณีนี้ เราใช้ 22/30 หรือจานหน้าเล็กสุด เฟืองหลัง รองจากเฟืองใหญ่สุด จะได้ อัตราทด
30หาร22 = 1.364 ซึ่งหมายความตามภาษามนุษย์ว่า เราหมุนจานหน้า จำนวน 1.364รอบ จะได้ล้อหลังหมุน 1 รอบ

จานนั้นเรามาดูตัวเลือกกันว่าในท้องตลาดมีเฟืองหลังอะไรบ้าง ซึ่งก็แน่นอน ผมแนะนำ เฟืองหลัง sunrace 9 speed ขนาด 11-40

sunrace 9 speed spec


ถ้าเราต้องการอัตราทดที่ใกล้เคียงกับที่เราใช้บ่อย คือ 1.364 เราก็ เอาเลือกจากหน้าแบบ narrow wide แบบ 30 ฟัน กับชุดเฟือง 11-40 แบบ9 สปีด  เราก็จะได้อัตราทด ที่ เฟืองหน้า 30 /หลัง 40 ที่ 1.333 ซึ่งใกล้เคียงกับ จานหน้า 22 /หลัง 30 มาก เรียกได้ว่า แทบจะเท่ากันเลย

สำหรับ 1x10
ใครใช้ 10 speed  มีตัวเลือกค่อยข้างเยอะเลย  ทั้งสามารถ ใส่เฟืองหลังแต่งจาก 11-36 เป็น 11-42 ได้ หรือจะเลือกเปลี่ยนเฟืองหลังเป็น 11-42 ของ sunrace  ใช้งบไม่มากทั้ง 2 แบบ
แต่ที่ต้องคำนวนกันนิดหน่อยก็คือ จานหน้าจะใช้เท่าไหร่ดี  บอกได้เลยว่ามีตัวเลือก เพิ่มขึ้นอีกหน่อย คือ สามารถ ใช้ จานหน้า 30 หรือ 32 ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้งาน และแรงของแต่ละคน  จากชุดขับปกติ 10speed แบบ 2x10 มักจะใช้จานหน้า 24/36 หรือ 24/38 ถ้าเราเอาจานเล็กสุดมาเปรียบเทียวอัตราทดกัน
เมื่อ เราใช้จานหน้า 24 กับจานหลับ 32(ใบรองจากใบใหญ่สุด) เป็นประจำ เราก็เลือก จานหน้า 32 กับ ชุดเฟืองหลังแบบ 11/42 ได้เลย ซึ่งจะได้ อัตราทนแถว ๆ 1.3xx พอกัน  แต่ถ้าใคร ไม่พอ สามารถ ลดจากหน้าเป็น 30 ฟัน และเมื่อใช้กับ ชุดเฟืองหลังแบบ 11-42 จะได้อัตราทด 1.4 มากกว่าเดิม แต่ยังน้อยกว่า ชุดจานหน้าเดิม 24 ฟัน หลัง 36 ซึ่งจะได้อัตราทด 1.5 ต่อ 1  แต่ก็คิดว่าคงพอจะช่วยได้


sunrace 10 speed spec


สำหรับ 1x11
ใครใช้ 11 speed อยู่แล้ว นี่สบายเลย เดิม ๆ ก็มากับชุดเฟืองหลัง  11-40, 11-42 สำหรับshimano และ 10-42 สำหรับ sram อยู่แล้ว

สำหรับชาว sram ที่ใช้โม่แบบ XD นี่ เหมือนจะดี แต่ ขอบอกว่า เฟืองหลังแต่ง 46 ค่อยข้างยุ่งยาก ในการใส่ แต่ก็คงไม่มีปํญหาสำหรับชาวเสือพันแท้  แน่นอนว่า ถ้าเกียร์ เดิม 10-42 ไม่พอ คงต้องเริ่มที่ลดเฟืองหน้าเป็น 30 ฟันดูก่อน ซึ่งถูกกว่า การอัพเฟืองหลังแต่ง  ถ้าไม่พอ ก็ จัดเฟืองแต่งกันไป

สำหรับชาว shimano มีเฟือง ให้เลือกเลย ตั้งแต่ 11-40, 11-42, 11-46 ซึ่งถ้าเราทำเป็น ระบบ 1x นี่ ทางเลือกเราจะเยอะขึ้น ในที่นี้ เราเน้น range ที่ต้องการใช้งานแบบ ปั่นขึ้น ดันเนิน ดันเขา จึงขอเอา เฟืองหลังแบบ 11/46 เป็นตัวตั้ง ซึ่งมีเฟืองมาให้เราเลือกใช้ 2 แบบ จากทาง shimano และ ทาง sunrace เรามาเลือกให้เหมาะกับการใช้งานได้เลย


sunrace 11speed specs



shimano xt 11 speed spec


เอา spec เฟืองหลัง เปรียบเทียบกัน ระหว่าง shimano กับ sunrace โดย
shimano xt 11-46 จะให้ เฟืองมาที่ 11-13-15-17-19-21-24-28-32-37-46  และ
sunrace 11-46 จะได้เฟืองมาที่   11-13-15-18-21-24-28-32-36-40-46
สังเกตุ 3 ใบใหญ่สุด  มีความต่าง ซึงก็ไม่มีอะไรดีกว่ากันครับ การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน เส้นทาง แรง ของแต่ละคน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าเน้นแทรคทางราบ การต่อเกียร์ ชิดกว่า แต่มีเฟืองไว้แค่ ดันขึ้นเนินสำรองไว้เฟืองนึง ก็ เลือก shimano ได้เลยครับ  10 เฟืองแรก ชิดกว่า แต่จะกระโดด จาก 37 ไป 46 เลย เอาไว้ใช้ปีนอย่างเดียว
ส่วน sunrace  ก็เหมาะสำหรับ สายปีนเป็นหลัก มีเฟืองปีนไว้ให้ใช้ 2 ใบใหญ่ ตั้งแต่ 40,46 ซึ่งสามารถ ใช้ 40 ได้ในเนินที่ไม่ชันมาก และ มี 46 ไว้สลับกันใช้พักขา แต่ก็ต้องแลกกับ ระยะเกียร์ ที่ค่อยข้างห่างในทางราบ

ทีนี้ จานหน้าเราจะใช้เท่าไหร่ดี
จากช่วงอัตราทด สูงที่สุด ของเสือภูเขาที่ใช้กันอยู่แถว 1.5 ต่อ1  จากระบบ 9 speed ที่เกียร์เบาสุด จานหน้า 22 /หลัง 34 จะได้อัตราทด 1.545 และ ระบบ 10 speed ที่เกียร์เบาสุด จานหน้า 24/ หลัง 36 จะได้อัตราทด 1.500   ซึ่งใกล้เคียงกันที่ประมาณ 1.5  ถ้าเราต้องการเอาอัตรทดนี้เป็นหลัก เพื่อการใช้งานที่กว้าง สำหรับชุดเฟืองหลัง แบบ 11-46
จานหน้า 32 จะได้อัตราทดสูงสุดที่เฟืองหลัง 46 เป็น 1.438ต่อ1
จานหน้า 30 จะได้อัตราทดสูงสุดที่เฟืองหลัง 46 เป็น 1.533ต่อ 1
น่าจะเพียงพอทั้ง 2 แบบ จะเลือกแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับสไตร์การขี่ และแทรคที่ขี่ประจำ

สำหรับ 1x12
สำหรับ ชุด sram eagle แบบ 1x12 ซึ่งให้เฟืองหลังมาที่ 10-50  บอกได้เลยเหลือ ๆ


sram eagle spec


ที่จานหน้า 32 ฟัน กับเฟืองหลัง 50 ได้อัตราทด 1.563 เลย แบบไม่ต้องคิดมากว่าจะเลือกจานหน้าเท่าไหร่  หรือจะเพิ่มหน้า เป็น 34 ฟัน กับเฟืองหลัง 50 ได้อัตราทด 1.471 ก็ยังเหลือพอ  แต่ราคาคงต้องทุ่มทุนสร้างกันหน่อย


สำหรับใครที่จะทำชุดเกียร์เป็น 1x ก็เอาแนวทางนี้ไปใช้ได้ครับ ใช้งบไม่เยอะ เลือกขยับจากพื้นฐานระบบเกียร์เดิมที่เราใช้อยู่  ถ้าใช้ 9sp  ก็ เอาแค่ จานหน้า 30 กับ เฟืองหลัง 11-40 ลงทุน ใบจานและเฟืองหลังราว 2xxx บวกลบนิดหน่อย ก็จะได้ ระบบขับเคลื่อนที่ขี่สนุก ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องชิพเตอร์ ไม่ต้องสับจาน ไม่ต้องสายเกียร์  และที่สำคัญ เทียบกันน้ำหนักที่หายไป กับงบประมาณแค่นี้ ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี คุ้มค่ามาก  แต่ไม่ว่่าเฟืองจะเท่าไหร่ ใช้ดียังไง ก็อย่าลืมอัพแรงควบคู่กันไปด้วยนะครับ 

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

เส้นทาง mtb หาดใหญ่

 หยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเที่ยวหาดใหญ่ มีเวลาอยู่หลายวัน ก็เลยติดจักรยานไปปั่นเล่นด้วย  พอไปแล้วก็หาเส้นทางปั่น ถามคนที่รู้จัก ก็บอกว่าไปปั่นหลังมอ.(ม.สงขลานครินทร์) ให้วิ่งเข้าไปทางข้าง มอ. ถนนปุณณกันต์ เลอะไปเรื่อย ๆ จะมีเส้นทางให้ปั่นเยอะแยะ  พอปั่นไปจริงบวกดู แผนที่google map ก็ีเส้นทางปั่นเยอะจริงๆ แต่มักจะเป็นทางลาดยาง เน้นออกกำลังกาย ส่วนเรามันสายป่า ชอบทางดินมากกว่า ก็เลยหาเส้นทางปั่นแบบ ไปเอง มั่วเอง หลงเอง.....



เส้นทางที่ปั่น ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง สำหรับ ขาอ่อนแรงน้อยอย่างผม โดยหาเขาลูกเล็ก ๆ แถวนั้นซักลูก แล้วขี่ไปเลย




ออกจากหาดใหญ่ วิ่งเส้นปุณณกันต์ ถนนข้าง มอ.



ขี่ตรงเข้าไปเรื่อย ๆ จนเจอสี่แยก ซึ่งเลี้ยวขวาจะไป อ.นาหม่อม  หรือง่าย ๆ เห็นป้ายสำนักปฏิบัติธรรมควรสำหรุษ ก็เลี้ยวไปเลย



ขี่ไปเรื่อย ๆ ตามทาง ไม่ไกล ก็จะเจอซอยทางขวา ชื่อซอย "ถนนสายโรงรม"



จุดสั่งเกตุ ก่อนถึงซอย ถนนสายโรงรม จะมีบ้านที่มีรั่วยาว ซึงอยู่ติดกับซอยนั่นเอง



ขี่เข้าไปตรงยาว ๆ ตามทาง จะเริ่ม เป็นทางลูกรังแล้ว


มีสลับทางคอนกรีตเป็นช่วง ๆ และแน่นอนว่า จะเป็นทางขึ้นเขา แบบไม่ชันมาก เรื่อย ๆ แต่ยาวไกล



เส้นทางร่มรื่น ไม่ร้อนครับ เป็นทางสาธารณะ ที่ผ่านส่วนยางของชาวบ้าน



ขี่ไปตามทางหลัก เลยครับ ไม่ต้องเลี้ยว



ข้างหน้าเป็นแยก


ตรงไปเลยครับ ทางซ้ายค่อยไปสำรวจโอกาสต่อไป



ขึ้นเรือย ๆ ชันขึ้นทีละนิด


เกียร์ แบบ 1x9 34-34 ใหญ่สุดเริ่มไม่พอ คงต้องมีเข็นกันบ้างสำหรับขาอ่อน ๆ แต่ถ้า อัตราทด ดีกว่านี้ พวก หน้า 32/34 หลัง 42 น่าจะสบาย ๆ หรือใครมีจานหน้า 2 ใบขึ้นไป สบายเลยครับ




เผลอแป๊บเดียว ปั่น ๆ เข็น ๆ พัก ๆ ดูวิวข้างทาง โอ้ เราขึ้นมาสูงเหมือนกันนะเนียะ




มองย้อนไปด้านหลัง..ชันเอาเรื่องเลย



-ขึ้นไปเรื่อย ๆ ทางเริ่มเล็กลง


มีต้นไม้ล้มขวางทางด้วย


ถึงทางแยกแล้ว ถ้าตรงไปจากตรงนี้ จะขึ้นเขาต่อไปอีก แต่ก็ไม่รู้จะไปโผล่ที่ไหน ไว้โอกาสหน้าจะไปสำรวจมาให้


เที่ยวนี้ขอเลี้ยวขวาก่อนเลย จากนั้นไปตามทางจะสุดถนน ก็จะมีทางให้เลี้ยวขวา ซึ่งต้องผ่านสวนยาง ของชาวบ้านประมาณ 100 เมตร ซึ่งช่วงนี้ขอให้ใช้ความระมัดระวังนะครับ เพื่อไม่ให้ทำต้นยางของชาวบ้านเสียหาย


  พอสุดสวนยาง ก็หมดเส้นทางไปต่อ แบบดี ๆ ต่อจากนี้จะเป็นทางลงล้วน ๆ และมีทางอุโมงต้นไม้ ซึ่งก็น่าจะเป็นทางสัญจร ที่ไม่ค่อยมีคนใช้


เล่งลาย แล้วลงได้เลยครับ มีร่องน้ำเป็นช่อง ๆ สนุกมาก ยิ่งถ้ามีคนมาใช้มากกว่านี้ ทางก็น่าจะโล่งกว่านี้



 เส้นทางร่มรื่น มีร่องน้ำเป็นช่วง ๆ ทางโค้งเบา ๆ มีแบ้งธรรมชาติให้เล่น



ลงมาซักพัก ก็จะมาโผล่ที่ ฝายน้ำ ของสำนักสงแห่งนึงแบบงง ๆ 5555


พอข้ามฝายน้ำก็เจอทางแบบโล่งกว้าง ขี่สนุกครับ


เผลอแป๊บเดียว ลงมาข้างล่างแระ เจอแยก เลี้ยวซ้ายได้เลย ไหลลงเนินแบบเบา ๆ แบบต่อเนื่อง



ขี่ไปตามทางได้เลยครับ ยังลงเนินอยู่ ปั่นเติ่มเพื่อความมัน หรือนั่งพักแบบไหล ๆ ได้เลย


ตามทางไปเลย


แล้วก็มาออกทางลาดยางแล้วครับ จากตรงนี้ ถ้าคนพอจะทราบเส้นทาง ก็เลือกไป ซ้ายหรือขวา กลับได้เลยครับ

โอกาสหน้าคงได้ไปสำรวจเส้นทางอื่น ๆ ไว้ให้สายดิน ไปปั่นเล่นกันอีก รถที่เหมาะ ควรเป็นรถ full sus ยุบ 4นิ้วขึ้นไป ใช้เกียร์ที่มีอัตรทดกว้างหน่อย เพื่อความสบายขาขึ้น แต่ใครแรงดี หรือจะเข็นเอาก็ไม่ว่ากัน
 หลังแข็งก็ขึ้นได้สบาย แต่ขาลงความมันจะหายไปมาก   น้ำดืมผมเตรียมขวดใหญ่ 1.5 ลิตร กับ น้ำหวาน 400cc 1 ขวด ไว้จิบ ๆ เอาแรง
จากมอ.ผมใช้เวลาราว 1.45 ชม.ถึงยอด ก่อนเข้าอุโมงค์ป่า ส่วนขาแรง ผมว่า เร็วกว่านี้ได้อีกเยอะครับ ดีไม่ดี ไม่เกินชั่วโมงครับ  และขาลง ไม่ต้องพูดถึงครับ เร็วมาก 5555  ขอให้สนุกกับการปั้นจักรยานครับผม



วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

project ขำ ๆ ทำfreeride ให้เป็นenduro

ตั้งแต่ขี่จักรยานใหม่ ๆ พอหลงเข้ามาวงเวียนพวก รถประเป็น freeride downhill ยุบเยอะ จะสุดท้ายก็ค้นพบตัวเองว่า ชอบรถยุบเยอะ ที่ปั่นได้ แต่ก็ต้องแข็งแรงพอสมควร จากนั้นก็ประกอบรถยุบ 7 นิ้ว ที่บุคลิก ไม่นุ่มเหมือนพวกdh แต่ไม่ย้วยมากพอที่จะปั่นได้ แล้วก็แข็งแรงกว่าพวกxc  และก็เลือกใช้จานหน้าแบบ 2 ใบมาตลอด โดยส่วนตัวเชื่อว่า จักรยานมันต้องปั่นสนุกได้ด้วย ไม่จำเป็นต้องสนุกขาลงอย่างเดียว แต่สุดท้ายconceptมันก็ไม่โดนซะทีเดียว ต่อให้เป็นจานหน้า 2 ใบ พอปั่นไหว แต่ปั่นsingle track มันไม่สนุกเอาซะเลย คิดอยู่ลึก ๆ ว่า สงสัยจะต้องไปโดน รถxc ยุบ 6 นิ้วแน่ๆ จนสุดท้ายได้กำเนิดจักรยาน concept ที่มันใช้เลย เบาพอที่จะปั่นtrack ได้ และ รุดลงในระดับเส้นทางที่โหดพอสมควร(แต่ก็ไม่ถึงขนาดรถ downhill) ในการแข่งขันตามต่างประเทศ ก็มีการพอเป้น้ำ อุปกรณ์จำเป็น แบ่งเป็นstage ต่าง ๆ และในบ้านเราก็เริ่มมีการจัดการแข่งขันประเภทนี้แล้วด้วยในรายการ Thailand Enduro Series โดยส่วนตัวเชื่อว่ามันจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และแน่นอนครับ มันคือจักรยานประเภท enduro


ศึกษาหาข้อมูลอยู่นานพอสมควร ยิ่งศึกษายิ่งสนุก รถenduro รุ่นใหม่ ๆ เบามาก ระดับ 13 กิโล แฟรมเป็นคาบอนด์ อะไหล่เทพ กับราคาที่เอื้อมไม่ถึง จึงเกิดความคิดขำ ๆ กับการเอารถคันเดิมเปลี่ยนอะไหล่เบาบางชิ้น ในงบประมาณที่จำกัด เพื่อทำให้รถน่าขี่ขึ้น ก็เลยเอามาแชร์กันเป็นแนวทาง



จากเดิม น้ำหนักเคยช่าง แต่จำไม่ได้ รู้แต่ว่า หนักมาก5555 มานั่งมอง ๆ ว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง แน่นอนเลยที่ต้องจัดกัน คือ เป็นโช๊คหน้า หลัง ให้เป็นแบบ air ซื้อแน่นอนว่าผมเลือกโช๊คเกรด all mountain,enduro



จาก frame เจ้ากรรม santatruz built 2004 คอธรรมดา ถ้อยคอนอก จึงต้องหาโช๊คหน้าซางธรรมดา 1,1/8 เท่านั้น ก็เลยไปลงตัวที่โช๊คนอกกระแสอย่าง sr suntour รุ่น duralux ปี 2013 ยุบ 140-180



พอเปลี่ยนโช๊คหน้า งานก็ยาว จากเดิมใช้  stem direct กับ handle ขนาดธรรมดา 25.4  ก็ต้องเปลี่ยนเป็น stem ธรรมดา ผนวกกับ spank บ้านเราลด 50% ก็เลยจัดทั้งชุดมาเลย ทั้งhandle และ stem



เปลี่ยนโช๊คหน้าแล้วตามสูตรก็ตามด้วยโช๊คหลัง air ซึ่งผมเลย x-fusion o2 rcx ปรับได้แค่ compressionและrebound แบบหยาบ ๆ ที่ไม่ค่อยมีชาวบ้านเค้าใช้กันเช่นเคย 5555



จากนั้นก็ถอดสับจาน bash guard และชุด shifter ออกทั้งหมด แน่นอน ตามtrend ก็ต้องไปใช้จานหน้าแบบ narrow wide



สุดท้ายสำหรับproject นี้ (หมดงบ) เปลี่ยนยางหลัง(ดอกของเดิมหมดพอดี) ขอบnylon บ้าน ๆ รุ่นต่ำ ของรถxc เพื่อเอามาปั่นเล่นเอาแรงก่อน ส่วนยางหน้าขี่ให้หมดก่อน ถ้าไปแข่งจริงจัง คงจะจัดยาง AM ใหม่ทั้งหน้าหลังเลย



เสร็จแล้วก็ไปปั่นเล่นกันเลย

อ้อ...คงอยากรู้รายละเอียดกันว่า ผมลดน้ำหนักไปได้เท่าไหร่

โช๊คหน้า
-เดิม  marzocchi 888 y2004 หนัก 3,350 กรัม
-เปลี่ยนเป็น sr suntour durolux 140-180 y2013 หนัก 2,500 กรัม

handle+stem
-เดิม handle bar double wall ยี่ห้อ จำไม่ได้ กับ stem direct ของ marzocchi หนักรวม 620 กรัม
-เปลี่ยนเป็น handle bar spank subrosa กับ  stem spank oozy all mountain 50mm หนักรวม 440 กรัม

โช๊คหลัง -rear shock
-เดิม 5th element + สปริง fox 400x2.8 หนักรวม 940 กรัม
-เปลี่ยนเป็น x fusion o2 rcx air spring หนัก 290 กรัม

ระบบจานหน้า
-เดิม จานหน้า 24/36/bush guard + shifter + สับจาน + ลูกกลิ้งกันโซ่ล่าง + น๊อตล็อกทั้งหมด หนักรวม 700 กรัม
-เปลี่ยนเป็น จานหน้า narrow wide dartmoor + น๊อตขาจากแบบสั้น หนักรวม 50 กรัม

ยางหลัง (ยางนอก)
-เดิม maxxis high roller 2.5 หนัก 1,100 กรัม
-เปลี่ยนเป็น bontrager lt3 2.0 หนัก  720 กรัม

สรุปแล้วได้ส่วนต่างน้ำหนักที่เบาขึ้นกับงบประมาณราว 2 หมื่นกลาง ๆ
โช๊คหน้า                           850 กรัม
handle+stem                     180 กรัม
โช๊คหลัง -rear shock          650 กรัม
ระบบจานหน้า                    650 กรัม
ยางหลัง (ยางนอก)            380 กรัม

รวม ......................... 2710 กรัม

ลดได้พอประมาณ แต่กำลังใจในการปั่นเพิ่มขึ้นเยอะ...แต่ยังไงก็อย่าลืมกันนะครับว่า รถจะหนักจะเบา ก็ต้องใช้แรงปั่น อัพรถเบากันแล้วก็อย่างลืมซ้อมปั่นกันด้วยนะครับ ^^

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

จานหน้า narrow wide ปฏิวัติวงการเสือภูเขา

หลังจากได้เห็นรถบางรุ่น ที่ติดชุดจานหน้าใบเดียว กับจานหลัง 10,11 speed โดยที่จานหน้าไม่มีอะไรเลย นอกจากใบจานเพียว ๆ ยิ่งบางคันที่ใช้ เป็นรถยุบเยอะอย่างพวก enduro bike แล้วขี่กันใกล้เคียงรถdownhill ก็เลยหาข้อมูลดูดีกว่าว่ามันทำไง และแน่นอนว่า จด ๆ จ้อง ๆ ค้นคว้าอยู่หลายวัน ก็ได้คำตอบว่า มันเป็นจานหน้า(chain ring) ที่มีฟันแบบพิเศษเรียกว่า"narrow wide" สุดท้ายก็โดนซะ 555 มันจะดีจริงป่าวน้าาาาา

จาน narrow wide แปลกันตรง ๆ เลย ก็คือจานแบบ แคบ/กว้าง ซึ่งก็คือ มันจะมีฟันสลับกัน แบบแคบ และกว้าง ตามลักษณะของโซ่ ที่มี ข้อใน และ ข้อนอก


ซึ่งแน่นอนกว่าการใช้ก็ต้องใส่ให้ตรงข้อ ข้อในก็ใส่ฟันบาง ข้อนอกก็ใส่ฟันหนา



แต่ ๆ อย่าลืมนะครับว่า มันออกแบบมาให้ใช้เกียร์ แบบ 1x เท่านั้น ดังนั้น ถ้าเป็นสายปั่นขึ้นเขา ที่ยังรักจานหน้า 2 หรือ 3 ใบ ก็มองข้ามมันไปได้เลย เพราะอัตราทดมันไม่พอ แต่..ถ้าสายแข็ง เลือกจานหน้า30,32 กับชุดเฟือง 10 speed 11-36 ก็จะได้อัตราทด(กรณีจานหน้า30) 30/36=0.83 ซึ่งใกล้เคียงกับ จานหน้าเล็กสุด 22 กับเฟืองหลัง 25,26(ราว ๆ นี้ มันจะมีมั๊ยหว่า 555) หรือราว ๆ เฟืองหลัง7หรือ8 ทำนองนี้ เท่ากับว่า เกียร์ปีนเราหายไป 2-3เกียร์ สำหรับขาแรง และไม่ได้ปีนชันมาก ไม่ใช่ปัญหาเลย ส่วนผมปั่นอย่างมาก single track ปีนไม่ชันมาก ก็จัดจานหน้า 32-34 ก็เพียงพอแล้ว ถ้าชันมาก ๆ ก็เข็นเอา 555555


แล้วทำไมมันไม่หลุด ไม่ต้องสงสัย เพราะผมก็สงสัย ที่ไม่หลุดก็เพราะตัวฟันแบบพิเศษนี่แหละ ก็เลยทดสอบแบบง่าย ๆ กันเลย ว่าไม่หลุดจริงมั๊ย ตามไปดูคลิปกันเลย หรือจะลองทดสอบเองก็ได้นะครับ





เดิม ใส่จานหน้า 2 ใบ+bash guard+ลูกกลิ้งล่าง


 เหลือแค่นี้ ^^

 สิ่งที่ได้มาจากการใส่จาน narrow wide คือไม่ต้องสับจาน ไม่ต้อง chain guide ตัวอย่าง จากรถผม ที่ปกติใช้จานหน้า 2 ใบ+bash guard+ลูกกลิ้งล่าง เมื่อเอามันออกแล้วใส่แค่จานใบเดียว ผมที่ได้คือ อุปกรณ์หายไปเยอะ เท่ากับ น้ำหนักหายไปเยอะเช่นเดียวกัน น้ำหนักที่หายไปจากการถอดอุปกรณ์ชุดขับเคลื่อนหน้าทั้งหมด 700 กรัม และใส่จานเข้าไปใหม่ 50 กรัม (ใบจาน40,น๊อต10) แม่จ้าวววว...เปลี่ยนจานใบเดียว น้ำหนักหายไป 6 ขีดกว่า ^0^

ใส่เรียบร้อย พร้อมไปลองกันเลย


มันโล่ง ๆ แปลก ๆ แต่ก็สวยดี โชวใบจานอย่างเดียวเลย






จากการทดสอบสั้น ๆ (จริง ๆ ก็ไม่สั้น แต่ถ่ายมานิดเดียว) มันไม่หลุดจริง ๆ แหะ ลองปั่น โดดเบา ๆ ขี่ลุยทางขรุขระ เข้าแบ๊ง โอ้ มันเยี่ยมมาก สนใจก็ไปหามาลองกันดูนะครับ

อ้อ.....สุดท้ายที่ต้องบอก ใบจานจะใช้งานได้ดีกับโซ่ใหม่ หรือสภาพดีเท่านั้นนะครับ ถ้าโซ่เริ่มยืดแล้วมันจะเอาอะไรไปเกาะกับฟันจาน รวมทั้งโซ่ที่เรา ๆ ใช้กัน ระยะลูกกลิ้งด้านใน จะมีขนาด 3/32 นิ้ว เท่ากันนะครับ แสดงว่า จานระบบนี้ มันสามารถเอาไปทำเป็น 1x7,1x8,1x9,1x10,1x11 ได้เลย แต่อัตราทดมันจะน้อยไปไม่พอปั่นสำหรับเฟือง1x7,1x8 ที่เหมาะที่สุดน่าจะเป็น 1x10และ 1x11 ส่วน1x9 (ที่ผมใช้อยู่) ก็กลาง ๆ ใช้ได้ มันมีเฟืองหลังใหญ่สุดแค่ 34 ก็เลยปีนเขาชัน ๆ ลำบาก แต่ถึงจะมีเฟืองหลัง 36,40,42 ผมก็เข็นเหมือนกัน 55555......ขอให้สนุกกับการปั่นนะคร๊าบบบบบ

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ดูมล้อหน้า...ว่ากันไป

ตามไม่ทันกันเลยที่เดียวกันจักรยานสมัยนี้ พวกอุปกรณ์พัฒนาไปเร็วมาก ๆ เผลอแป็บเดียว..เทคโนโลยีไปซะไกล มีตัวเลือกมากมายตามการใช้งานของเรา...ว่าไปแล้วก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังกันขำ ๆ 

วันก่อนได้แวะไปร้านจักรยานร้านนึง ดูอะไหล่เล่น ๆ ก็เหลือบไปเห็นโช๊้ดหน้าขนาดแกนดุม 15มิลลิเมตร ซึ่งก็ไม่ใช่่ของแปลกใหม่อะไร มันได้รับการนำเสนอและเปิดตัวมานานซักสองสามปีได้แล้ว แต่ในบ้านเรา ช่วงแรก ๆ มันเป็นเรื่องยากที่จะนำเจ้า โช๊ค 15 มิลมาขาย เพราะขณะนั้นในท้องตลาดเต็มไปด้วย ดุม 10มิลสำหรับชาวcross country และ 20 มิล สำหรับชาวhard core dh fr เวลาผ่านมา 2-3 ปี เริ่มมีโช้ค 15 มิลเข้ามาเรื่อย  ๆ ช่วงแรกก็มาพร้อมดุมเลย ตัวเลือกไม่มาก
 โช๊คหน้าแกนปลด 10 มิลลิเมตร



 โช๊คหน้าแกน 15 มิลลิเมตร



 โช๊คหน้าแกน 20 มิลลิเมตร



กลับมาที่ร้านจักรยาน พอเหลือบไปเห็นโช๊ค 15 มิล ก็เลยถามว่า มีดมล้อ(front hub) 15 มิลมั๊ย เจ้าหน้าที่ในร้านก็ตอบทันควันว่า มีหลานตัวเลยคับ ผมก็งง ยืนดูแล้วมีแต่ 10 กับ 20 หรือว่าจะอยู่ในสต๊อกหลังร้าน

ก็เลยถามไปว่า..ขอดูหน่อยครับ......
นี่ไง...เสียงเจ้าหน้าที่ในร้านบอก.....ผมยืนงง..นี่่่มัน...Hope pro II หนิ(คิดในใจ)..เลยถามกลับไปว่า..นี่มัน 10 มิลไม่ใช่เหรอครับ มันใส่กันได้เหรอครับ..(แสดงความเงิบ...อย่างรุ่นแรง...)
อ๋อ...ใส่กันได้เลยกับดุมทุกประเภท ทั้ง 10,15,20 มิล...มันจะมีตัวadapter แยกขายสำหรับทุกดุมครับ....
...โอ้ว...ในใจผมคิดว่า...เจ๋งหว่ะ..ดุมตัวเดียวใส่ได้ทุกโช็ค...ซื้งก่อนหน้ายุกต์ที่เป็น 10 และ20 ก็จะมีดุมบางตัว เช่น AIIZ ที่มีตัวแปลงมาให้ แต่ก็เป็นแค่ 10 และ 20 มิล


นี่ไง ถอดเปลี่ยนเป็นดุม 10,15,20 มิล ได้เลย




นี่สำหรับแปลงเป็นดุม 15 มิลลิเมตร




นี่สำหรับดุม 20มิลลิเมตร


ไม่ว่ากันถ้าใครจะซื้อให้ครบชุด..







ต่อไปเราคงจะเห็น ดูมหลาย ๆ ยีห้อ มีตัวที่มีตัวแปลงมาให้ใส่ได้ทุกขนาด มาให้เราเลือกกันมากขึ้นตามงบประมาณนะครับ อ้อ...ต้องขอบคุณ ร้าน Tbike & Buubike ปากซอยลาดพร้าว 48 ด้วยนะครับที่อนุเคราะห์ข้อมูลและสินค้ามาให้ผมทำรีวิวในครั้งนีด้วย